1. มายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก

ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย
แต่มีเหตุด่วนเหตุร้าย ให้กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติ
แม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้..ลองดูสิครับ

หมายเหตุ – ถ้าอยู่ดาวอังคารคงใช้ไม่ได้...ฮ่า
 
2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ...สำหรับรถที่ใช้ Remote Key

ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน
ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ
(เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ)

เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขาให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรอง
ในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต
(คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้ก ับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม)
ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเองเล ยแหละ
ระยะทางไม่มีปัญหาแม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็น ร้อย ๆ กม. ก็ตาม
 
3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด *3370#

สำหรับมือถือ Nokia ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มทีจนใกล้ดับ
แต่เราจำเป็นต้องโทรออก
ให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมา
แล้วแสดงให้เห็นว่าเพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50%
และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบ็ตครั้งต่อไป


4. ถ้าโทรศัพท์หาย ต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป

ในกรณีนี้เราต้องใช้หมายเลข serial number ประจำเครื่องซึ่งมี 15- 17 หน่วย
การที่จะทราบหมายเลขนี้ก็ไม่ยากครับ
กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล
จดไว้ครับแล้วเก็บไว้ให้ดี.....
ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ ้งหมายเลขให้เขาไป
เขาก็จะบล็อคเครื่องของเราให้
แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย
ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน Sim card มันก็จะยังใช้ไม่ได้อยู่ดี
ได้อย่างเดียวคือไว้เขวี้ยงหัวหมาหรือหลังคาคนอื่น
(อาจจะหลอกไปขายต่อได้..ถ้าคนซื้อต่อเขาไม่รู้....)

 

 

edit @ 1 Oct 2008 19:55:40 by maikung2008.exteen.com

ทำแบบนี้ไม่ดีต่อสมองนะเพื่อน

 ภาพเคลื่อนไหว

1. ไม่ทานอาหารเช้า

  หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป

  การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)

3. การสูบบุหรี่

เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป

   การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง

5. มลภาวะ

สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน

การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง

การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย

 การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด

การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด

ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ "
แหล่งข้อมูลโดย วนิษา   เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด

                        ภาพเคลื่อนไหว

  ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วหลายๆคนคงหมกหมุ้นอยู่กับการอ่านหนังสือ  แต่ถ้ารู้สึกว่าอ่านเท่าไหร่ก็ไม่จำสักที วันนี้ผมมีเคล็ดลับเพื่อบำรุงสมองมาฝากครับ
    1.       จิบน้ำบ่อย ๆ  (Drink water very often)
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง
ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว
ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก
แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ

   2.     กินไขมันดี   (Enjoy good Omega 3)
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ
แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย
ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม
น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
   3.     นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day)
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ
ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์
(ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
   4.     ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention)
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด
ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น
ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ
เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น
ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
   5.     หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile)
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข
หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
   6.     เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday)
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น
กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่   อ่านหนังสือเล่มใหม่
คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น
เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน
ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆ
เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
   7.     ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress)
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง
การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
   8.     เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in
life every day)
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น
ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี
ขอบคุณที่มีการเรียนที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ
ให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี
ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
   9.     ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath)
สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ
จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ
อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย